Saturn ดาวเสาร์

Published กรกฎาคม 2, 2012 by kritsada707

ดาวเสาร์เป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ออกมาเป็นอันดับที่ 5 ที่ระยะทางประมาณ 10 เท่าของระยะระหว่างโลกและดวงอาทิตย์ หรือ 2 เท่าของขนาดวงโคจรของดาวพฤหัสบดี ที่ระยะนี้พลังงานจากดวงอาทิตย์แผ่มาถึงเพียง 1.1 % ของพลังงานที่แผ่มาถึงโลกเท่านั้น หากสังเกตดาวเสาร์ด้วยกล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็ก เราจะได้เห็นวงแหวนของดาวเสาร์ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันในหมู่นักดูดาวว่าเป็น วงแหวนที่สวยงามและโดดเด่นที่สุดในบรรดาดาวเคราะห์ที่มีวงแหวนทุกดวง
ดาวเสาร์เป็นดาวเคราะห์ก๊าซที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองรองจากดาวพฤหัสบดี โดยมีขนาดเล็กกว่าดาวพฤหัสบดีประมาณ 1 ใน 5 แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีขนาดใหญ่กว่าโลกกว่า 9 เท่า ละมีปริมาตรที่สามารถบรรจุโลกไว้ได้ถึง 763 ดวง

องค์ประกอบหลักของดาวเสาร์ คือ ไนโตรเจน 75% และฮีเลียม 25% และองค์ประกอบย่อยต่างๆในอัตราส่วนที่คล้ายกับดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์มีความหนาแน่นเฉลี่ยทั้งดวงต่ำสุดในระบบสุริยะ โดยมีความหนาแน่นเฉลี่ยประมาณ 0.7 กรัม/ลูกบาศก์เซนติเมตรเท่านั้น นั่นคือดาวเสาร์จะลอยน้ำได้ ( หากเรามีอ่างน้ำที่ใหญ่พอสำหรับดาวเสาร์ )

ดาวเสาร์หมุนรอบตัวเองหนึ่งรอบในเวลา 10.7 ชั่วโมง ทำให้ดาวเสาร์ มีลักษณะกลมแป้น โดยมีขนาดที่เส้นศูนย์สูตรละที่ขั้วของดาว 120,536 และ 108,728 กิโลเมตร ตามลำดับ ( แป้นกว่าดาวพฤหัสบดีเล็กน้อย )

ดาวเสาร์เวลาโคจรรอบดวงอาทิตย์รอบหนึ่ง 29.5 ปี ซึ่งแม้จะนานกว่าหนึ่งในสามของชั่วชีวิตผู้คนส่วนใหญ่ แต่นักดาราศาสตร์ตั้งแต่สมัยของชาวแอสซีเรียและบาบิโลน ( ประมาณ 800 ปีก่อนคริสตกาล ) ก็ยังสามารถติดตามการเคลื่อนที่ของดาวเสาร์สืบต่อกันมาเรื่อยๆ และทราบว่าดาวเสาร์ก็เป็นดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง

วงแหวนดาวเสาร์

วงแหวนของดาวเสาร์ค้นพบโดยกาลิเลโอ ในปีค.ศ. 1610 ในเวลาไล่เลี่ยกับการสังเกตดาวศุกร์เสี้ยวและดวงจันทร์ดาวพฤหัสบดีของเขา กล้องโทรทรรศน์ในสมัยของกาลิเลโอยังมีประสิทธิภาพไม่ดีนักกาลิเลโอจึงไม่สามารถมองเห็นวงแหวนแยกออกจากตัวดาวได้ และเห็นว่ามี หูจับ ต่อมาในปีค.ศ. 1659 คริสเตียน ฮอยเกนส์ ( Christian Huygens ) นักดาราศาสตร์ชาวเนเธอร์แลนด์ ได้ศึกษาดาวเสาร์ด้วยกล้องโทรทรรศน์ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่ากล้องของกาลิเลโอมาก และอธิบายว่าวงแหวนของดาวเสาร์เป็นวัตถุรูปแหวนแบนที่โคจรอยู่รอบดาวเสาร์ นับว่าเป็นข้อสรุปที่ดีที่สุดแล้วที่สามารถสรุปได้โดยการสังเกตจากโลก

หลังจากยานไพโอเนียร์ 11 ไปเยือนดาวเสาร์เป็นครั้งแรกในปีค.ศ. 1979 เราได้ข้อมูลสรุปที่ชัดเจนว่าวงแหวนของดาวเสาร์มิใช่จานแบนขนาดใหญ่เพียงชิ้นเดียว แต่ประกอบด้วยเศษหินและน้ำแข็งขนาดจิ๋วมากมายที่เรียงตัวอยู่ในระนาบเดียวกัน ต่อมาในปีค.ศ. 1980 ยานวอยเอเจอร์ได้ค้นพบอีกว่าภายในวงแหวนหลักประกอบด้วยวงแหวนย่อยๆ เป็นชั้นๆมากมาย แม้แต่ช่องว่างต่างๆที่เข้าใจว่าเป็นที่ว่างระหว่างวงแหวนก็ยังมีวงแหวนจิ๋ว ( Ringlet ) อยู่หลายวง

แท้จริงวงแหวนของดาวเสาร์บางมาก คือ มีความหนาแน่นเฉลี่ยประมาณ 500 เมตร แต่เพราะเศษวัตถุที่ประกอบเป็นวงแหวนของดาวเสาร์สามารถสะท้อนแสงได้ดีและวงแหวนมีความกว้างรวมกว่า 80,000 กิโลเมตร จึงสามารถสังเกตได้จากโลกแม้จะห่างออกไปกว่า 1,100 ล้านกิโลเมตร เศษวัตถุในวงแหวนของดาวเสาร์มีขนาดต่างๆกัน โดยส่วนใหญ่มีขนาด 1-10 เซนติเมตร แต่บางส่วนก็มีขนาดเทียบได้กับรถยนต์หรือใหญ่กว่านั้น นักดาราศาสตร์ประมาณว่าหากรวบรวมเศษวัตถุในวงแหวนทั้งหมดของดาวเสาร์มารวมเป็นดวงจันทร์ของดาวเสาร์ดวงเดียว ดวงจันทร์ดังกล่าวจะมีเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 100 กิโลเมตร เท่านั้น

วงแหวนดี ( D Ring )

เป็นวงแหวนที่อยู่ใกล้กับดาวเสาร์มากที่สุด ขอบในของวงแหวนเห็นไม่ชัดเจนนัก นักดาราศาสตร์เชื่อว่าบริเวณของวงแหวนดีแผ่ลงไปจนถึงระดับยอดเมฆของดาวเสาร์ ( ประมาณ 60,000 กิโลเมตร จากศูนย์กลางของดาว ) วงแหวนดีจางกว่าที่จะสังเกตเห็นในกล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็กได้

วงแหวนซี ( C Ring )

เป็นวงแหวนจางๆ ที่อยู่ไกลออกไปจากวงแหวนดี มีความกว้าง 17,500 กิโลเมตร เละความหนา 80-150 เมตร แม้ว่าจะมีความสว่างน้อยกว่าวงแหวนบีมาก แต่ วงแหวนซีสามารถสังเกตได้ในกล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็กหากสภาพอากาศเอื้ออำนวย

วงแหวนบี ( B Ring )

เป็นวงแหวนที่สว่างที่สุดของดาวเสาร์ มีความกว้าง 25,500 กิโลเมตร และหนา 1.21-1.76 กิโลเมตร เศษวัตถุที่อยู่ในวงแหวนบีมีขนาดค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับวงแหวนอื่นๆคือ มีขนาดประมาณ 1-10 เมตร และมีลักษณะทางกายภาพต่างจากเศษวัตถุในวงแหวนซีและดีอย่างมากแน่นอน เนื่องจากความสามารถในการสะท้อนแสงแตกต่างกัน

ช่องแคสสินี ( Cassini Division )

เป็นช่องระหว่างวงแหวนบีและวงแหวนเอ ขนาด 4,200 กิโลเมตร เมื่อสังเกตด้วยกล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็กจะเห็นช่องนี้เป็นเส้นจางบนแถบวงแหวน นักดาราศาสตร์เชื่อว่าช่องแคสสินีอาจเกิดจากแรงรบกวนของดวงจันทร์ไมมาส ( Mimas ) ของดาวเสาร์ที่กระทำต่อเศษชิ้นส่วนของวงแหวน

วงแหวนเอ ( A Ring )

วงแหวนชั้นนี้เป็นวงแหวนที่มีความสว่างมากอีกชั้นหนึ่ง แต่ก็ยังสว่างน้อยกว่าชั้นบี การศึกษาภาพถ่ายจากยานอวกาศระบุว่า วงแหวนเอมีวงแหวนจิ๋วและช่องว่างอยู่ภายในจำนวนมาก วงแหวนเอสามารถสังเกตได้ด้วยกล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็กโดยสังเกตช่องแคสสินีซึ่งเป็นเส้นแบ่งระหว่างวงแหวนเอและบี

ช่องเองเก้ ( Encke Division )

ที่บริเวณขอบนอกของวงแหวนเอ มีช่องว่างความกว้าง 325 กิโลเมตร เรียกว่า ช่องเองเก้ ค้นพบโดยเจมส์ คีลเลอร์ ( James Keeler ) นักดาราศาสตร์ชาวอเมริกัน ช่องเองเก้สามารถสังเกตได้จากโลกด้วยกล้องโทรทรรศน์ขนาดค่อนข้างใหญ่ในสภาพอากาศที่ดีมากเท่านั้น ( กล้องขนาดประมาณ 15 นิ้ว ขึ้นไป ) จะเห็นเป็นเส้นบางอยู่บริเวณริมนอกของวงแหวนเอ

วงแหวนเอฟ ( F Ring ) วงแหวนจี ( G Ring ) และวงแหวนอี ( E Ring )

แหวนชั้นนอกที่จางจนแทบไม่สามารถสังเกตได้จากโลกเลย วงแหวนทั้งสามมีความกว้างรวมกว่า 308,000 กิโลเมตร และมีความหนา 100-1000 กิโลเมตร แต่ประกอบด้วยฝุ่นอนุภาคเล็กที่เบาบางและสะท้อนแสงน้อยมาก ดวงจันทร์หลายดวงโคจรอยู่ในเขตวงแหวนเหล่านี้ เช่น ไมมาส ( Mimas ) เอนเซเลดุล ( Enceladus ) ทีดิส ( Tethys ) เทเลสโซ ( Telesto ) คาลิปโซ ( Calypso ) ไดโอนี ( Dione ) เฮเลน ( Helene ) ฯลฯ

ดวงจันทร์ดาวเสาร์

ดาวเสาร์มีดวงจันทร์ที่นักดาราศาสตร์รู้จักแล้ว 31 ดวง ( สิงหาคม ค.ศ. 2003 ) ในจำนวนนี้ตั้งชื่อแล้ว 18 ดวง และเพิ่งค้นพบ 13 ดวง ดวงจันทร์ที่ใหญ่ที่สุดและถูกค้นพบเป็นดวงแรกคือ ไททัน ซึ่งค้นพบโดย คริสเตียน ฮอยเกนส์ ในปีค.ศ. 1655

          ดวงจันทร์ของดาวเสาร์ส่วนใหญ่เป็นดาวเคราะห์น้อยที่ถูกดูดจับมา สังเกตได้จากลักษณะที่บูดเบี้ยวไม่เป็นทรงกลม ดาวเคราะห์และดวงจันทร์ที่มีขนาดใหญ่กว่า 1,000 กิโลเมตร มักจะมีรูปร่างกลมเนื่องจากมีแรงโน้มถ่วงมากพอที่จะดึงให้เนื้อสารของดาวเข้ามาอยู่ใกล้กันได้ รูปทรงที่เปิดโอกาสให้เนื้อสารของดาวเข้ามาอยู่ใกล้กันได้มากที่สุดก็คือทรงกลม ในขณะที่ดาวเคราะห์หรือดาวเคราะห์น้อยที่มีขนาดเล็กกว่า 1,000 กิโลเมตร มักมีแรงโน้มถ่วงน้อยเกินจึงไม่สามารถเอาชนะความแข็งของวัสดุของเนื้อสารดาวเพื่อดึงเข้ามาอยู่ใกล้ชิดกันได้ ทำให้ดาวเคราะห์น้อยส่วนใหญ่บูดเบี้ยวและไม่มีรูปทรงที่ชัดเจน ในที่นี้ได้กล่าวถึงรายละเอียดที่ย่าสนใจของดวงจันทร์ขนาดใหญ่ที่สุด 5 ดวงของดาวเสาร์เรียงลำดับตามขนาดจากใหญ่ไปเล็ก

การสังเกตดาวเสาร์

         ดาวเสาร์ปรากฏเป็นดาวสว่างสีออกเหลืองที่สามารถสังเกตได้ง่ายด้วยตาเปล่า หากท่านไม่แน่ใจว่าดาวที่เห็นใช่ดาวเสาร์หรือไม่ควรตรวจสอบตำแหน่งกับแผนที่ดาว หรือโปรแกรมแผนที่ดาวในคอมพิวเตอร์และหากสังเกตในช่วงปีค.ศ. 2003-2010 ท่านสามารถใช้แผนที่ด้านล่างเพื่อตรวจสอบตำแหน่งดาวเสาร์ได้

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: